การฉีดเกล็ดเลือด PRP

PRP
l การรักษาผมบางมีวิธีใดบ้าง
minoxidil
ฉายแสงผม
ฉีดเกล็ดเลือด PRP

การฉีดเกล็ดเลือด PRP

ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถนำเกล็ดเลือดในร่างกายมาใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากการศึกษาได้พบ ว่า เกล็ดเลือดนั้นมีความสามารถในการสมานแผล ซึ่งส่งผลจากการสร้าง growth factor

Platelet-rich Plasma หรือที่รูจักกันในชื่อ PRP เป็นส่วนของเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งเกิดจากการนำเอาเลือดตัวเอง มาปั่นตกตะกอน และแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเกล็ดเลือดมาใช้ โดยฉีด PRP กลับไปบริเวณที่มีปัญหา เช่น รอยดำบนใบหน้า บริเวณที่ผมบางบนหนังศีรษะ

การรักษาด้วย PRP มีจุดเด่นที่สำคัญคือเป็นการรักษาด้วยเลือดของตัวเอง เป็นการใช้สารที่มาจากตัวเราเอง (autologous) ดังนั้นจึงช่วยลดความเสี่ยงของการแพ้ การไม่เข้ากันของภูมิคุ้มกันได้

หลักการทำงานของ PRP

เกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นเมื่อมีการฉีด PRPเข้าสู่หนังศีรษะ และจะหลั่งโกรทแฟคเตอร์ (growth factor) ออกมาซึ่ง growth factor เหล่านี้มีหน้าที่กระตุ้น การสร้างไฟโบบลาส (fibroblast activation), คอลลาเจน (collagen synthesis) และสามารถกระตุ้น growth factor ตัวอื่นๆได้อีกด้วย

l Growth factors ที่ถูกกระตุ้นจากเกล็ดเลือดมีดังนี้

  • platelet-derived growth factor (PDGF)
  • transforming growth factor beta (TGF-β)
  • vascular endothelial growth factor (VEGF)
  • epidermal growth factor (EGF)
  • insulin-like growth factor-1 (IGF-1) 
PRP ผม

Growth Factor ดีต่อผิวอย่างไร

  1.  ลดการระคายเคือง อาการแพ้ กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดและหลอดเลือดใหม่ กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน (Collagen)และอีลาสติน (Elastin) ที่ช่วยในเรื่องความตึงกระชับของผิว
  2. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและการชะลอความเสื่อมของผิวหนัง ฟื้นฟูเซลล์และรักษาบาดแผลได้ ทำให้เกิดการสร้างหลอดเลือดไปเลี้ยงผิว การสร้างเส้นใยคอลลาเจนและการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผลลัพธ์ในความอ่อนเยาว์ของผิว

Growth Factor ส่งผลต่อเส้นผมอย่างไร

  1. กระตุ้นการสร้างใหม่ของหลอดเลือดบริเวณรากผมทำให้มีอาหารและ ออกซิเจนไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น
  2. กระตุ้นการสร้างผมในชั้น Dermal papilla (DP) หรือ กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมออกมามากขึ้น 
  3. ยืดระยะเวลาการหลุดร่วงของเส้นผม (เนื่องจากเร่งระยะเวลาของ hair cycle ในส่วน telogen เป็น anagen phase)
อ่านเรื่อง วงจรชีวิตของเส้นผม

ขั้นตอนการทำ PRP

  1. เริ่มจากการนำเอาเลือดของตัวลูกค้าโดยการเจาะเลือดจากต้นแขนประมาณ 10-20 cc  (เนื่องจากทางคลินิกใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง การเจาะเลือดเพียง 10-20 cc สามารถทำให้ได้เกล็ดเลือดที่มีคุณภาพมากเพียงพอต่อการฉีด 1 ครั้ง)
  2. นำเลือดเข้าสู่กระบวนการปั่นแยกเม็ดเลือดออกจากพลาสม่า
  3. แยก PRP Growth Factor ส่วนที่สมบูรณ์ที่สุดออกจากพลาสม่า
  4. นำ PRP Growth Factor ที่มีความเข้มข้นสูงฉีดเข้าในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู เพื่อไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต และการแบ่งของเซลล์รากผม
Platele plasma
PRP
PRP ผม

การเตรียมตัวก่อนการทำ PRP

  1. สระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการ
  2. ดื่มน้ำเยอะๆ เพือให้ได้เกล็ดเลือดที่เข้มข้น
  3. งดทานอาหารมันๆ 1 มื้อ
  4. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการเจาะเลือด 48 ชั่วโมง
  5. งดทานอาหารเสริม หรือยาฆ่าเชื้อก่อนการเจาะเลือด 48 ชั่วโมง
การเตรียมตัวก่อนทำ PRP

ควรทำ PRP บ่อยแค่ไหน

โดยปกติทางคลินิกจะมีการนัดหมายให้เข้ารับบริการทุก 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ผลลัพธ์ของการรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อตรวจเช็คผลการรักษา จะสามารถเห็นความเปลี่ยนของการงอกใหม่ของเส้นผมได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป

การดูแลหลังการทำ PRP

  • ประคบเย็น หรือทานยาแก้ปวดได้หากมีอาการปวด
  • หลีกเลี่ยงการทาหรือ พ่น สเปรย์ 48 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการสระผม 8-10 ชั่วโมง
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ 48 ชั่วโมง
PRP

ข้อจำกัดของการฉีด PRP 

  • ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยติดเชื้อ หรือผู้ป่วยโรคผิวหนัง
  • ผู้ที่ทานยาต้านเกล็ดเลือด
  • ผู้ที่มีโรค ITP
  • สตรีมีครรภ์
  • หากมีโรคประจำตัวควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนการเจาะเลือดทุกครั้ง

อาการข้างเคียงหลังการทำ PRP 

การทำ PRP มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แทบจะไม่มีอาการข้างเคียงใดๆที่เป็นอันตรายเลยเนื่องจากเป็นเป็นเกล็ดเลือดที่สกัดมาจากเลือดของตนเอง

ในบางรายหลังฉีด PRP อาจจะมีอาการบวมหรือฟกช้ำเล็กน้อยประมาณ 2-3  วัน แต่โดยทั่วไปมักจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่นาน

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ต้องทำ PRP กี่ครั้ง

ปกติแล้ว เราจะแนะให้ทำ PRP ประมาณ 3 ครั้งขึ้นไป จนถึง 10 ครั้งในเคสที่มีปัญหาเยอะ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดย 3-4 ครั้งแรกจะทำทุก 2 สัปดาห์ และครั้งถัดมาจากนั้น คุณหมอจะนัดทำทุก 1 เดือนขึ้นอยู่กับความบางของเส้นผม และความรุนแรงของโรคในแต่ละเคสครับ

คำถาม: หลังทำ PRP จะเห็นผลเมื่อไร

จากงานวิจัย PRP มักจะวัดผลการรักษาที่ 3 เดือนขึ้นไป โดยจะสังเกตเห็นว่าผมเส้นใหญ่ขึ้น หนาขึ้น ร่วงลดลงครับ

คำถาม: หลังทำครบแล้วจะกลับมาร่วงอีกไหม ผลที่ได้ถาวรไหม

หลังจากทำครบจนดีขึ้นแล้ว ผลของ PRP จะอยู่ได้ 1-3 ปีตามอายุขัยของเส้นผม แต่แนะนำฉีดต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน เพื่อคงสภาพความสมบูรณ์ของรากผมเอาไว้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้กลับไปบางอีก

คำถาม: ผมบางทำไมถึงแนะนำให้ทำ PRP ข้ามไปปลูกผมถาวรเลยได้ไหม

การปลูกผมถาวรเหมาะกับบริเวณที่ไม่มีรากผมแล้ว เช่นบริเวณที่เว้าขึ้นเป็นรูปตัวเอ็ม ผิวหนังจะใสๆ มองไม่เห็นรูขุมขน ส่วนคนที่ผมบางหรือผมเส้นเล็ก จะยังมีรากผมอยู่ ยังสามารถทำให้หนาและใหญ่ขึ้นเพื่อให้ดูหนาขึ้นได้ด้วย PRP ครับ

คำถาม: มีรับประกันผลไหม

การรักษาด้วย PRP มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยได้จริง โดยสามารถกระตุ้นรากผม และชะลอการเกิดภาวะผมบางจากกรรมพันธุ์ได้

ยกตัวอย่างเป็นงานวิจัยที่ทำจริง ตรวจด้วย trichogram จากคอมพิวเตอร์ พบว่าเพิ่มจำนวนผมได้เฉลี่ย 33.6 เส้น และ เพิ่มความหนาแน่นได้ 45.9 เส้น ต่อตารางเซนติเมตร อ่านงานวิจัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล สืบเนื่องมาจากโครงสร้างร่างกายที่ต่างกันในแต่ละคน รวมถึงผลจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มแอลกอฮอลล์ หรือการสูบบุหรี่

คำถาม: ทำไมการทำ PRP แต่ละที่ราคาไม่เท่ากัน

หลักในการทำ PRP เหมือนกันคือการนำเลือดมาปั่นแยกเกล็ดเลือดออก ในส่วนราคาถูกหรือแพงนั้นขึ้นอยู่กับค่าสถานที่ การใช้พรีเซ็นเตอร์ ค่าทางการตลาดของแต่ละคลินิกครับ อ่านเรื่องไขข้อข้องใจทำไม PRP แต่ละที่ถึงต่างกัน

ตอบคำถาม PRP เพิ่มเติม คลิก
PRP

สรุป

PRP คือส่วนของเกล็ดเลือดเข้มข้นที่เรานำมาฉีดเพื่อช่วยในการรักษาอาการบาดเจ็บในส่วนต่างๆของร่างกาย เช่นการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น รวมถึงสามารถนำมาใช้ฉีดบริเวณผิวหน้าเพื่อช่วยลดความหมองคล้ำ ลดริ้วรอยเล็กๆได้

ในส่วนของการบำรุงเส้นผมโดยการฉีด PRP สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่บริเวณรากผม ยืดอายุเส้นผม และทำให้เส้นผมมีขนาดเส้นใหญ่และหนาขึ้นได้

มักมีความเข้าใจผิดว่า PRP สามารถช่วยให้ผมขึ้นในทุกๆบริเวณ แต่การฉีดPRP เส้นผม จะไม่สามารถช่วยเพิ่มเส้นผมในบริเวณที่ไม่มีรากผมอยู่แล้ว หรือบริเวณที่ศีรษะล้าน หากท่านมีปัญหาศีรษะล้านแนะนำให้ทำการปลูกผมทดแทนจะได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจมากกว่า อ่านเรื่องปลูกผม

รูปรีวิว

Cosmo Clinic

เนื่องจากทีมแพทย์ให้ความสำคัญถึงปัญหาเฉพาะบุคคล แบบ personalize care การออกแบบทรงผม การดูแลรักษา และค่าใช้จ่ายคุ้มค่าคุ้มราคา ได้มาตรฐานการรักษาเทียบเท่าโรงพยาบาลชั้นนำ

callbuttoncosmoaddline