fbpx

Dutasteride ใช้ต่างกับ Finasteride อย่างไร

Dutasteride ใช้ต่างกับ Finasteride อย่างไร 

อย่างที่เราได้อ่านกันไปแล้วเรื่อง Finasterideนบทความที่แล้ว ยาอีกชนิดหนึ่งที่อาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างคือยา dutasteride ซึ่งเป็นยายับยั้งการสร้างฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง ในบทความนี้เราจะมาดูความแตกต่างของแต่ละตัวกันครับ

(จุดประสงค์ของบทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้ ไม่แนะนำให้ซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีการกำกับดูแลจากแพทย์)

ความสามารถในการยับยั้งการสร้างฮอร์โมน

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างยาทั้งสองชนิดนี้ คือความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ซึ่งรับผิดชอบในการสร้างฮอร์โมน dihydrotestosterone หรือ DHT ในร่างกาย ที่เราทราบกันดีว่าส่งผลทำให้เกิดผมบางผมร่วงในผู้ชาย

ในตัวยา finasteride จะสามารถยับยั้งฮอร์โมน 5-alpha reductase ได้ประมาณ 70% ของเอนไซม์ทั้งหมด ในขณะที่ dutasteride สามารถยับยั้งได้มากถึง 90% แปลว่าเมื่อเทียบกันมิลลิกรัมต่อมิลลิกรัม ยา dutasteride สามารถยับยั้งการสร้าง DHT ได้มากกว่า

ข้อบ่งชี้ของยาแต่ละตัวที่ผ่านอย.

ยา finasteride เดิมทีเป็นยาที่ใช้รักษาโรคต่อมลูกหมาก และภายหลังได้นำมาใช้ในการรักษาโรคผมบางจากพันธุกรรมในผู้ชาย เนื่องจากเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยจึงผ่าน อย. ทั้งสองข้อบ่งชี้

แต่ยา dutasteride มาทีหลัง ยังเพิ่งผ่าน อย. ในข้อบ่งชี้เรื่องของการรักษาต่อมลูกหมาก ยังไม่ได้ผ่านในเรื่องของการรักษาผมบางจากพันธุกรรม หากมีการใช้งานในทางการแพทย์ เราจะเรียกว่า off-label use หรือ การใช้นอกข้อบ่งชี้ จะใช้เฉพาะเมื่อมั่นใจจริงว่าได้ผลชัดเจนครับ

เปรียบเทียบผลระหว่างยาทั้งสองชนิด

ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ แล้ว ยา dutasteride ควรที่จะสามารถช่วยเรื่องผมบางได้ดี และได้มีทีมแพทย์ทำการวิจัยเปรียบเทียบยาทั้งสองตัวในคนไข้กว่า 917 คน พบว่ายาทั้งสองชนิดช่วยรักษาภาวะผมบางได้ดี แถมในกลุ่มที่ได้รับ dutasteride ยังมีเส้นผมที่มากกว่าและเส้นใหญ่กว่าด้วย หลังผ่านไป 24 สัปดาห์

สรุป

ยาที่ใช้สำหรับปัญหาเส้นผมที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยา ทั้งในไทยและในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวแรก คือ Finasteride โดยยาชนิดนี้เราสามารถเห็นผลลัพธ์เป็นอย่างดี แต่ในคนที่รับประทานแล้วยังรู้สึกว่าผลยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจลองพิจารณาปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่ปัจจุบันถึงการเปลี่ยนไปใช้ Dutasteride ที่สามารถยับยั้งการสร้าง DHT ได้มากกว่าดูได้ครับ

Reference: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24411083

เขียนบทความโดย

นายแพทย์ ปฐมภพ คุณกิตติ (หมอดิว)

Pathompob Khunkitti, MD.

อ่านบทความเพิ่มเติม

บทความน่ารู้